แหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs
แหล่งเงินทุน หรือแหล่งที่มาของเงินสำหรับธุรกิจถือเป็นเรื่องที่ SMEs ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดใดก็ตามก็จำเป็นที่ต้องมีการใช้เงินทุน ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นกิจการ เช่น การลงทุนในทรัพย์สิน การขยายกิจการ หรือการแก้ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะจากแหล่งเงินทุนภายนอก เพราะมี SMEs เพียงน้อยรายที่จะมีเงินทุนจำนวนเหลือเฟือที่จะเริ่มต้น หรืออยู่ในพื้นฐานครอบครัวที่มีฐานะที่มีเงินทุนเดิมเพียงพอ ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องหาแหล่งเงินจากภายนอกแต่อย่างใด แหล่งเงินทุนสามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของที่มาของเงินทุน คือ แหล่งเงินทุนภายในกิจการ และแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ หรืออาจแบ่งจากลักษณะของเงินทุน คือเงินทุนจากการก่อหนี้ (Debt Financing) และเงินทุนจากส่วนทุนจากส่วนของเจ้าของ (Equity Financing) แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะแหล่งทุนจากภายนอก ซึ่งมีลักษณะทั้งจากการก่อหนี้และจากส่วนทุนของกิจการเป็นสำคัญ โดยแสดงรายละเอียดของประเภทและแหล่งเงินทุนหลักๆ ที่คุ้นเคยสำหรับ SMEs เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเบื้องต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ
เงินทุนจากการก่อหนี้ (Debt Financing) คือเงินทุนที่ได้มาจากการกู้ยืมจากบุคคลหรือแหล่งเงินทุนภายนอก หรือ “เงินกู้” โดยผู้ให้กู้ยืมมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” โดยมีลักษณะสำคัญคือ “กิจการมีภาะผูกพันที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ย (Interest) และเงินต้น (Principle) คืนแก่เจ้าหนี้ตามสัญญา”
เงินทุนจากส่วนทุนหรือเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ (Equity Financing) คือเงินทุนที่ได้มาจากผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนชำระค่าหุ้นในกิจการ โดยเจ้าของเงินหรือผู้ถือหุ้นนี้มีสถานะเป็น “เจ้าของ” ซึ่งจะได้สิทธิในส่วนของการเป็นเจ้าของกิจการ มีสิทธิออกเสียงในการเลือกคณะกรรมการบริหารกิจการ และจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividend) จากกิจการเมื่อกิจการมีกำไร โดยมีลักษณะสำคัญคือ “ไม่มีภาระต้องจ่ายเงินต้นคืนและดอกเบี้ยคืน”
แหล่งเงินทุนซึ่งมาจากแหล่งเงินทุนภายนอกแต่ละแหล่ง จะมีการให้การสนับสนุนทั้งส่วนของเงินกู้และส่วนของเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นรูปแบบชัดเจนหรือไม่มีรูปแบบในการสนับสนุน โดยแหล่งเงินทุนหลักๆ ที่คุ้นเคยสำหรับ SMEs ประกอบด้วย
บุคคล
บุคคลที่ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบุคคลที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ แต่ก็มักจะมีข้อจำกัดในขนาดของเงินทุน ถ้าผู้ประกอบการไม่มีพื้นฐานของครอบครัวที่มีฐานะดีเพียงพอ โดยลักษณะของเงินทุนจากบุคคลนี้มีทั้งในรูปของเงินกู้ยืมถ้ามาจากพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง และการเข้ามาถือหุ้นถ้าเป็นเงินทุนที่มาจากเพื่อนฝูง แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ที่ขนาดของเงินทุนมีขนาดจำกัด ทำให้เมื่อดำเนินการไปช่วงเวลาหนึ่ง ก็อาจมีความจำเป็นจะต้องระดมทุนเพิ่มโดยเฉพาะในกรณีที่ธุรกิจมีปัญหาด้านเงินทุนหมุนเวียน หรือการขาดสภาพคล่อง โดยอาจจะเป็นการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมหรือบุคคลภายนอก ซึ่งในการระดมทุนจากบุคคลภายนอกหรือการมีผู้ถือหุ้นเพิ่มมีกจะประสบปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการ ที่มักจะมีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นเดิมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีสัดส่วนการถือหุ้นในระดับใกล้เคียงกัน และอาจจะมาจากการขาดความเข้าใจในเรื่องของความเป็นเจ้าของของธุรกิจของผู้ถือหุ้น ที่มักจะคิดว่าตนมีอำนาจในการบริหารจัดการธุรกิจได้ เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจ SMEs ผู้ถือหุ้นกับผู้บริหารมักจะเป็นบุคคลเดียวกัน ดังนั้นการระดมจากบุคคลจึงมีข้อจำกัดในการขยายทุนเพิ่มเติมหรือจัดเป็นแหล่งทุนที่ถือได้ว่ามีข้อจำกัดสำหรับ SMEs ทำให้ต้องมีการระดมทุนจากแหล่งทุนภายนอก เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เป็นต้น โดยในที่นี้จะไม่นับรวมบุคคลที่ดำเนินการปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการโดยตรง หรือ “เงินกู้นอกระบบ” เพราะจากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่หาแหล่งเงินทุนจากเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ น้อยรายที่สามารถประสบความสำเร็จเพราะต้นทุนเงินกู้นอกระบบเหล่านี้มักสูงมาก จนทำให้รายได้ที่ได้มาจากธุรกิจมีเพียงพอที่จะเพียงแค่ชำระดอกเบี้ยโดยไม่สามารถคืนเงินต้นคืนได้ หรือกลายเป็นว่าผู้ประกอบการกู้เงินมาทำธุรกิจให้นายทุนเงินกู้เหล่านี้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงไม่สมควรมีการกู้เงินนอกระบบมาเพื่อทำธุรกิจไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่ถ้ามีเงินกู้นอกระบบเหล่านี้อยู่ก็ควรจะหาแหล่งเงินทุนในระบบ เช่น จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อคืนหนี้เงินกู้นอกระบบเหล่านี้ให้หมดโดยเร็ว แม้ว่าจะเป็นการเงินกู้ส่วนบุคคลหรือจากบัตรเครดิตก็ตาม เพราะอย่างไรก็ตามเงินกู้ส่วนบุคคลหรือจากบัตรเครดิตนี้ก็ยังมีต้นทุนต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบมาก โดยเฉพาะถ้าผู้ประกอบการเป็นผู้มีวินัยในการบริหารเงินและจ่ายคืนหนี้
พันธมิตรธุรกิจ
พันธมิตรธุรกิจก็นับเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs แบบหนึ่ง ซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจนี้สามารถเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นแหล่งทุนที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนหรือเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ โดยอาจมีที่มาจากการติดต่อทำธุรกิจหรือทำการค้าร่วมกัน แล้วเล็งเห็นว่าธุรกิจมีอนาคตในการเติบโตหรือมีศักยภาพ ก็อาจจะติดต่อขอเข้าร่วมหุ้น หรืออาจขอเข้าหุ้นร่วมกันในลักษณะ Strategic Partner หรือเพื่อความผูกพันหรือเพื่อความั่นใจในการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน เช่น ระหว่างผู้ขายวัตถุดิบกับผู้ผลิตสินค้า หรือระหว่างผู้ผลิตสินค้ากับตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น เช่น ขอเข้ามาถือหุ้น 5%-10% แต่ในกรณีที่ขอเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนสูงเช่น 25%-50% แม้ว่าผู้ประกอบการจะได้เงินทุนเข้ามามาก แต่ก็อาจมีปัญหาในเรื่องของอำนาจการบริหารจัดการ ระหว่างผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้ถือหุ้นใหม่ รวมถึงความหวาดระแวงในเรื่องของการครอบงำกิจการ จากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมหุ้น ในกรณีที่เป็นการร่วมหุ้นระหว่างผู้ประกอบการรายเล็กกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้นแหล่งเงินทุนประเภทจากพันธมิตรธุรกิจที่เป็นไปได้อย่างราบรื่น จึงมักจะเป็นการร่วมหุ้นเพื่อเงื่อนไขทางการค้าเท่านั้น มิใช่มาจากการมุ่งหวังในการระดมทุนโดยตรง
ธนาคารหรือสถาบันการเงิน
ธนาคารหรือสถาบันการเงิน จัดเป็นแหล่งเงินทุนที่ SMEs มีความคุ้นเคยมากที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนในระบบเศรษฐกิจมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินนี้มีการจัดตั้งขึ้นหรือมีที่มาจากภาคเอกชนซึ่งอาจมีส่วนของภาครัฐเข้ามาถือหุ้นด้วยก็ตาม โดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิย์หรือที่เรียกกันว่า “ธนาคารพาณิชย์” เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย หรือเป็นธนาคารที่มาจากการจัดตั้งจากภาครัฐในวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SMEs Bank) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงสถาบันการเงินประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทเงินทุน เป็นต้น โดยแหล่งเงินทุนประเภทธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะให้การสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้เป็นหลัก ยกเว้น SMEs Bank ที่มีส่วนของการร่วมลงทุนหรือเงินทุนส่วนเจ้าของ ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารที่จัดตั้งจากภาครัฐในปัจจุบัน ต่างล้วนมีเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสิ้น เพียงแต่ธุรกิจที่จะสามารถได้รับวงเงินสินเชื่อนั้น ตรงตามบริการของทางธนาคารนั้นหรือไม่ เช่น ธุรกิจภาคการเกษตรพื้นฐาน อาจมีธนาคารที่ให้การสนับสนุนเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น เนื่องจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นๆไม่มีบริการสินเชื่อทางการเกษตร เป็นต้น หรือการขอวงเงินสินเชื่อจำนวน 50,000 บาท อาจไม่มีธนาคารพาณิชย์ใดๆให้วงเงินสินเชื่อเท่านี้ เพราะไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของธนาคารยกเว้นธนาคารออมสิน หรือถ้าผู้ประกอบการที่ไม่มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เมื่อไปติดต่อกับ EXIM Bank ก็อาจไม่มีบริการในการให้วงเงินสินเชื่อธุรกิจตามที่ต้องการได้ เพราะถือเป็นบริการของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามเงินกู้หรือสินเชื่อถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ SMEs มีความคุ้นเคย และเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินก็มีความครอบคลุมในการสนับสนุนแก่ธุรกิจทุกประเภท เพียงแต่ว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินใดจะให้บริการกับธุรกิจ หรือการดำเนินการของธุรกิจประเภทใดเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงคือในระบบของธนาคารหรือสถาบันการเงินของประเทศไทย ยังคงมีความจำเป็นต้องมีหลักประกันในการค้ำประกันสินเชื่อทั้งสิ้น เพียงแต่จะอยู่ในรูปแบบของทรัพย์สินโดยตรงซึ่งมักจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ก็ตาม เช่น ที่ดิน อาคาร หรือที่เรียกกันว่า “No Land No Loan” ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มักจะขาดหลักประกันเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าว แต่ในปัจจุบันธนาคารของรัฐก็มีนโยบายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยการไม่ต้องใช้หลักประกันที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการสินเชื่อ Fast Track ของ SMEs Bank หรือโครงการธนาคารประชาชน ของธนาคารออมสิน เป็นต้น รวมถึงทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง เช่น โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ที่ดินราชพัสดุ แผงเช่าการค้า ที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดิน ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ในแต่ละบริการของธนาคารของรัฐที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นผู้ประกอบการควรศึกษาเกี่ยวกับบริการต่างๆของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่เหมาะกับธุรกิจของตนก่อนที่จะไปดำเนินการติดต่อขอเงินกู้ให้ชัดเจน ถึงขอบเขตและเงื่อนไขต่างๆในการให้บริการของธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นๆ และเนื่องจากในปัจจุบันธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างก็มีการออกบริการเงินกู้ส่วนบุคคลหรือเงินกู้จากบัตรเครดิต ซึ่งก็ถือว่าสามารถใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเงินกู้เพื่อ SMEs ได้เช่นกัน เพียงแต่เงินกู้ส่วนบุคคลหรือเงินกู้จากบัตรเครดิตนี้ถ้ามาใช้ในธุรกิจควรเป็นการใช้ในระยะสั้นๆเท่านั้น หรือภายใน 1-3 เดือน และต้องรีบชำระคืนโดยเร็วที่สุด และต้องระมัดระวังการผิดนัดชำระเพื่อมิให้เป็น Black List ด้วย
กองทุนเงินกู้ที่ตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐ
กองทุนเงินกู้ที่ตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนแก่ชุมชนภายใต้นโยบายของภาครัฐ ตัวอย่างเช่น กองทุนหมู่บ้าน ที่รัฐบาลได้กู้เงินจากธนาคารออมสินแล้วนำไปจัดสรรให้หมู่บ้านทำการบริหารเงินทุนดังกล่าวด้วยการปล่อยกู้ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ให้กับผู้ต้องการกู้ยืมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งก็จะมีบางส่วนที่นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ แต่วงเงินที่ได้อาจมีข้อจำกัดในขนาดวงเงินเนื่องจากมีผู้กู้ยืมจำนวนมากราย แต่อาจเหมาะสมกับผู้ประกอบการใหม่หรือเป็นธุรกิจที่ใช้วงเงินน้อยๆในการเริ่มต้นกิจการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
หน่วยงานของรัฐ
หน่วยงานของรัฐที่สนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs จะมีทั้งส่วนของเงินกู้และเงินทุนในส่วนทุนของธุรกิจ โดยเงินกู้ที่หน่วยงานของรัฐสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs จะมีลักษณะที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินทั่วไป คือธุรกิจดังกล่าวจะต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ และมีเกณฑ์การพิจารณาในการสนับสนุนการให้เงินกู้ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ซึ่งมิใช่ทุกๆธุรกิจจะสามารถขอเงินกู้ดังกล่าวได้ โดยลักษณะเงินกู้จากหน่วยงานของรัฐดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยคิดว่าเงินกู้ดังกล่าวนี้ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ปล่อยกู้เอง เพราะในข้อเท็จจริงเงินกู้ดังกล่าวเป็นเงินกู้จากธนาคารตามโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐนั้น โดยหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้รับภาระจ่าย “ค่าดอกเบี้ย” แทนผู้ประกอบการให้กับทางธนาคาร ตัวอย่างเช่น เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นต้น หรือทางธนาคารมีการคิด “อัตราดอกเบี้ยพิเศษ” ให้กับผู้ประกอบการตามโครงการความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งในบางกรณีทางธนาคารต้องมีการเรียกหลักประกันเพื่อค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าว ในลักษณะเดียวกับการกู้ยืมเงินเพื่อทำธุรกิจทั่วไป เช่น ที่ดิน หรืออาคาร เป็นต้น แต่ผู้ประกอบการไม่มีหลักประกันใดๆเลยก็อาจจะไม่สามารถได้รับเงินกู้ดังกล่าวได้ แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะอนุมัติในหลักการในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ดังกล่าวก็ตาม ยกเว้นในบางกรณีที่มีการใช้โครงการหรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการแทนหลักประกันได้ ในการสนับสนุนเงินทุนจากส่วนทุนหรือเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ จะมีลักษณะของการเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นต้น
กองทุนร่วมลงทุน
กองทุนร่วมลงทุน ถือเป็นแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่สำหรับ SMEs ในปัจจุบัน เนื่องจากในสมัยก่อนหน้านี้ก็มีกองทุนร่วมลงทุนเข้ามาให้การสนับสนุนแก่ธุรกิจ แต่มักจะมุ่งเน้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่หรือเป็นธุรกิจตั้งแต่ขนาดกลางขึ้นไป โดยเป็นกองทุนร่วมลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการเข้าหุ้นในลักษณะของการลงทุนในกิจการโดยหวังผลตอบแทน ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินปันผล และ/หรือ ส่วนต่างของมูลค่าหุ้นเมื่อกิจการขอซื้อคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกัน โดยกองทุนร่วมลงทุนเหล่านี้โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุนจากต่างประเทศ อาจจะมีวัตถุประสงค์ ธุรกิจเป้าหมาย หรือข้อกำหนดในการร่วมทุนที่เฉพาะเจาะจง เช่น ร่วมทุนกับธุรกิจด้านเทคโนโลยี ด้านอุตสาหกรรมพลังงาน ด้านยานยนต์ ด้านสาธารณูปโภค หรือวงเงินร่วมลงทุนต้องมีขนาดตั้งแต่ 1 ล้านยูโรขึ้นไป เป็นต้น ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุนร่วมลงทุนดังกล่าวได้ แต่ในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เช่น กองทุนร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจไทย ที่บริหารโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กองทุนร่วมลงทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กองทุนรวมเพื่อร่วมลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือกองทุนวรรณ โดยลักษณะของการร่วมลงทุนของกองทุนร่วมลงทุน จะเป็นการเข้าไปถือหุ้นในกิจการโดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของกิจการ แต่เนื่องจากการร่วมลงทุนอยู่ในลักษณะของการเป็นเจ้าของคือการเป็นผู้ถือหุ้น การพิจารณาเกี่ยวกับตัวธุรกิจจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลการดำเนินงานของธุรกิจ ความสามารถของกรรมการผู้บริหาร ความโปร่งใสในระบบบัญชีหรือการเงิน โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุนของภาครัฐที่จะมีหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในการให้การสนับสนุนอย่างแน่ชัด ตัวอย่างเช่น กองทุนร่วมลงทุนของ สสว. ซึ่งกำหนดกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่จะเข้าน่วมลงทุนอย่างชัดเจน ซึ่งมาจากธุรกิจที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ เช่น จะต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจด้านการออกแบบและแฟชั่น กลุ่มธุรกิจด้าน Software และ IT กลุ่มธุรกิจด้านอาหารและสมุนไพร กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ กลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนการดำเนินงานข้างต้น โดยกลุ่มธุรกิจดังกล่าวควรมีศักยภาพในการส่งออกหรือทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ในแต่ละธุรกิจควรมีลักษณะของความเป็นนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมในกระบวนการ การมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น โดยต้องเป็นนิติบุคคลในรูปบริษัทจำกัด ไม่มีผลขาดทุนสะสม ระยะเวลาการร่วมลงทุนไม่เกิน 5 ปี โดยสัดส่วนการร่วมลงทุนของกองทุนจะอยู่ประมาณ 25%-35% ของทุนจดทะเบียนภายหลังการร่วมลงทุน หรืออาจกล่าวโดยง่ายว่าผู้ประกอบการมีทุนอยู่ 3 ส่วน สสว.ร่วมทุน 1 ส่วน หรือผู้ประกอบการมีทุนอยู่ 2 ส่วน สสว.ร่วมทุน 1 ส่วน เป็นต้น เช่น ผู้ประกอบการมีทุน 20 ล้าน สสว.ร่วมทุน 10 ล้านบาท โดยบริษัทจะมีทุนจดทะเบียนจากเดิม 20 ล้านบาท เป็น 30 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการถือหุ้น 67% และสสว.ถือหุ้น 33% และเมื่อครบกำหนดผู้ประกอบการก็ต้องซื้อหุ้นในส่วนที่ สสว.ถืออยู่คืนตามมูลค่าทางบัญชี หรือซื้อคืนตามราคาตลาดในตลาดหลักทรัพย์ในกรณีที่ได้มีการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
จากรายละเอียดเบื้องต้นทั้งหมดหวังว่าผู้อ่านพอจะมีความเข้าใจเบื้องต้น เกี่ยวกับแหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs ที่คุ้นเคยโดยเฉพาะแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการทั้งจากการกู้ยืมเงิน หรือการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือร่วมเป็นเจ้าของ ซึ่งแหล่งทุนแต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของเงินทุนและภาระผูกพันที่กิจการมีกับเงินทุนนั้นๆ ซึ่งถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะได้เสนอรายละเอียดเปรียบเทียบข้อดีและข้อด้อยของเงินทุนดังกล่าวในโอกาสต่อไป แต่อย่างไรก็ตามแหล่งเงินทุนในการให้การสนับสนุนต่อผู้ประกอบการยังมีอีกที่มิได้กล่าวถึงไว้ในที่นี้ แต่แหล่งเงินทุนแต่ละแบบก็มีข้อจำกัดในการสนับสนุนธุรกิจต่างกันออกไป ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกแหล่งทุนที่เหมาะสมกับตนเองหรือมีความเป็นไปได้ในการได้รับการสนับสนุน โดยการตรวจสอบรายละเอียดหรือเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น

ที่มา: ศศิ คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)