www.sme.go.th
 
ค้นหา
 

ผู้ประกอบการ ควรรู้ภาษีมูลค่าเพิ่ม 

 

ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอาจรู้สึกประหวั่น เมื่อนึกถึงว่าจะก่อตั้งธุรกิจใหม่ ตลอดจนการรักษาธุรกิจให้คงอยู่ยั่งยืน แต่มีคำพูดหนึ่งซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วทุกยุคสมัย นั่นคือ ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส  หากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี มีข้อมูลอย่างพรั่งพร้อมและรอบด้าน โอกาส ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินจะไขว่คว้า ข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี หนึ่งนั้นคือ ข้อมูลภาษี

                    ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี กฏหมายได้กำหนดให้มีหน้าที่ และกำหนดสิทธิ ให้ต้องเกี่ยวข้องกับภาษี  ซึ่งภาษีที่จัดเก็บแต่ละประภทจะกำหนดสถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษีและวิธีเสียภาษีที่แตกต่างกันแล้วแต่กรณี  โดยภาษีที่จัดเก็บจากรายได้นั้น ผู้มีหน้าที่เสียภาษี มีทั้งบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ   ส่วนภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ นั้น ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ  นอกจากนี้ผู้ประกอบการฯ ที่กระทำตราสาร(อากรแสตมป์) บางประเภทอาจอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีที่เรียกว่า อากรแสตมป์ อีกด้วย

                   ภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งการทำความเข้าใจภาษีทั้งสองประเภทนั้น ปกติจะต้องทำความเข้าไปพร้อมกัน แต่เนื่องจากรายละเอียดของภาษีทั้งสองนั้นมีเนื้อหาหรือข้อมูลจำนวนมาก ครั้งนี้จึงขอทำความเข้าใจกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นลำดับแรก ส่วนในครั้งต่อไปจะทำความเข้าใจกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึง ภาษีที่เก็บจากการบริโภคของประชาชน ที่ภาระภาษี

ต้องตกไปยังผู้บริโภค โดยจัดเก็บผ่านผู้ประกอบการจดทะเบียนฯ ที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการจดทะเบียนเสียภาษีจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 

                   ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใด ๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(มาตรา 85 , 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร) เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   1.   ยื่นแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   แบบคำขอที่ใช้ในการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ แบบ ภ.พ.01 ซึ่งในเขตกรุงเทพมหานครขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(เขต/อำเภอ) หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำหรับในจังหวัดอื่นขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(อำเภอ) ทุกแห่ง

                   2.   เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                             (1)   คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ

                             (2)   สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานแสดงการอยู่อาศัยจริง พร้อมภาพถ่ายสำเนาดังกล่าว

                             (3)  บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว

                             (4)  สัญญาเช่าอาคารอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเช่า) หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานประกอบการ และหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นเจ้าบ้าน, สัญญาซื้อขาย, คำขอหมายเลขบ้าน, ใบโอนกรรมสิทธิ์, สัญญาเช่าช่วง พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการและภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

                             (5)  หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล)

                             (6)  หนังสือรับรองของนายทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ และใบทะเบียนพาณิชย์พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นนิติบุคคล)

                             (7)  บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้จัดการ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ และสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

                             (8)  แผนที่ซึ่งแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป และภาพถ่ายสถานประกอบการจำนวน 2 ชุด

                             (9)  กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

กำหนดเวลาจดทะเบียน

                   ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ เว้นแต่กรณีที่ผู้ประกอบการมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีการดำเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน การสร้างอาคารสำนักงานหรือการติดตั้งเครื่องจักร กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในกำหนด 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ

                        เมื่อได้พิจารณาดูความหมายและรายละเอียดแต่ละหัวข้อดังกล่าวนี้แล้ว หากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ใดอยู่ในข่ายต้องมีหน้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องการให้ธุรกิจของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี มีศักยภาพ มีความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินงานตลอดไปอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ก็ต้องเริ่มดำเนินการโดยด่วน มิฉะนั้นจะมีผลเสียหายตามมา อาทิเช่น หากไม่ดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือมิได้ยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม(แบบ ภ.พ.30) จะต้องเสียค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเป็น 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ(มาตรา 89(1)(2) แห่งประมวลรัษฎากร) ได้

 

 

 

 

 

 

                                                                    

ผู้ประกอบการ ควรรู้ภาษีมูลค่าเพิ่ม 

 

ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี อาจรู้สึกประหวั่น เมื่อนึกถึงว่าจะก่อตั้งธุรกิจใหม่ ตลอดจนการรักษาธุรกิจให้คงอยู่ยั่งยืน แต่มีคำพูดหนึ่งซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วทุกยุคสมัย นั่นคือ ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส  หากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี มีข้อมูลอย่างพรั่งพร้อมและรอบด้าน โอกาส ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินจะไขว่คว้า ข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี หนึ่งนั้นคือ ข้อมูลภาษี

                    ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี กฏหมายได้กำหนดให้มีหน้าที่ และกำหนดสิทธิ ให้ต้องเกี่ยวข้องกับภาษี  ซึ่งภาษีที่จัดเก็บแต่ละประภทจะกำหนดสถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษีและวิธีเสียภาษีที่แตกต่างกันแล้วแต่กรณี  โดยภาษีที่จัดเก็บจากรายได้นั้น ผู้มีหน้าที่เสียภาษี มีทั้งบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ   ส่วนภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ นั้น ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ  นอกจากนี้ผู้ประกอบการฯ ที่กระทำตราสาร(อากรแสตมป์) บางประเภทอาจอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีที่เรียกว่า อากรแสตมป์ อีกด้วย

                   ภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งการทำความเข้าใจภาษีทั้งสองประเภทนั้น ปกติจะต้องทำความเข้าไปพร้อมกัน แต่เนื่องจากรายละเอียดของภาษีทั้งสองนั้นมีเนื้อหาหรือข้อมูลจำนวนมาก ครั้งนี้จึงขอทำความเข้าใจกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นลำดับแรก ส่วนในครั้งต่อไปจะทำความเข้าใจกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึง ภาษีที่เก็บจากการบริโภคของประชาชน ที่ภาระภาษี

ต้องตกไปยังผู้บริโภค โดยจัดเก็บผ่านผู้ประกอบการจดทะเบียนฯ ที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการจดทะเบียนเสียภาษีจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 

                   ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใด ๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(มาตรา 85 , 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร) เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   1.   ยื่นแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   แบบคำขอที่ใช้ในการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ แบบ ภ.พ.01 ซึ่งในเขตกรุงเทพมหานครขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(เขต/อำเภอ) หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำหรับในจังหวัดอื่นขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา(อำเภอ) ทุกแห่ง

                   2.   เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                             (1)   คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ

                             (2)   สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานแสดงการอยู่อาศัยจริง พร้อมภาพถ่ายสำเนาดังกล่าว

                             (3)  บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว

                             (4)  สัญญาเช่าอาคารอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเช่า) หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานประกอบการ และหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นเจ้าบ้าน, สัญญาซื้อขาย, คำขอหมายเลขบ้าน, ใบโอนกรรมสิทธิ์, สัญญาเช่าช่วง พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการและภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

                             (5)  หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล)

                             (6)  หนังสือรับรองของนายทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ และใบทะเบียนพาณิชย์พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นนิติบุคคล)

                             (7)  บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้จัดการ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ และสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

                             (8)  แผนที่ซึ่งแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป และภาพถ่ายสถานประกอบการจำนวน 2 ชุด

                             (9)  กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

กำหนดเวลาจดทะเบียน

                   ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ เว้นแต่กรณีที่ผู้ประกอบการมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีการดำเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน การสร้างอาคารสำนักงานหรือการติดตั้งเครื่องจักร กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในกำหนด 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ

                        เมื่อได้พิจารณาดูความหมายและรายละเอียดแต่ละหัวข้อดังกล่าวนี้แล้ว หากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ใดอยู่ในข่ายต้องมีหน้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องการให้ธุรกิจของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี มีศักยภาพ มีความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินงานตลอดไปอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ก็ต้องเริ่มดำเนินการโดยด่วน มิฉะนั้นจะมีผลเสียหายตามมา อาทิเช่น หากไม่ดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือมิได้ยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม(แบบ ภ.พ.30) จะต้องเสียค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเป็น 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ(มาตรา 89(1)(2) แห่งประมวลรัษฎากร) ได้

 

 

 

 

 

 

                                                                              ผดุงศักดิ์   สุวรรณเวก/กม/24/8/54

 

 


สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
เลขที่ 21 อาคารทีเอสที ชั้น G,17,18,23 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 1301 แฟกซ์ 0-2273-8850
http://www.sme.go.th อีเมล์ info@sme.go.th
Thailand Web Stat
Skip to main content
Go Search