www.sme.go.th
 
ค้นหา
 

วิเคราะห์ผลกระทบ
นโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน

 

1. ข้อเท็จจริงและสถานการณ์ปัจจุบัน

  • ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเท่ากับ 175.8 บาทซึ่ง ครม.ได้มีมติให้ปรับขึ้น เมื่อ 1 ม.ค. 2554 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้สูงขึ้นเฉลี่ย 6.4% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ โดยเหตุผลในการปรับขึ้น มี 2 ประการ คือ
        
    1. การช่วยให้แรงงานรอดพ้นจากความยากจนที่รุนแรง และมีรายได้ที่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายตามอัตภาพ (Poverty safety net) และ     
    2. การช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต (Fair Wage) (ข้อมูลจาก : การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ, Focused and Quich Issue 19, January 24, 2011 ธนาคารแห่งประเทศไทย)

  • จากการศึกษาโครงการจัดทำตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตของ SMEs (SME I/O Table) พบว่า โครงสร้างต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและเงินเดือนของ SMEs เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 16.2 ของต้นทุนปัจจัยการผลิตทั้งหมด ดังนั้น หากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 0.16% ซึ่งผลจากการปรับค่าจ้างครั้งล่าสุด (เพิ่มขึ้น 6.4%) ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการด้านค้าใช้จ่ายแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.03% ดังนั้น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ SMEs เป็นอย่างมาก เช่น ใน กทม การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากวันละ 215 บาท เป็น 300 บาท หรือปรับเพิ่ม 85 บาท ต่อวัน (ประมาณ 2,200 บาท/เดือน) ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 39.5%

  • เมื่อพิจารณาจากฐานข้อมูลการจ้างงานของ SMEs (ข้อมูลจาก : ข้อมูลการจ้างงานรวมของ SMEs เป็นข้อมูลการจ้างงานซึ่งรวมแรงงานทุกระดับไว้ ยังไม่สามารถแยกจำนวน แรงงานไร้ฝีมือออกมาได้ชัดเจน (แรงงานกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากนโยบาย 300 บาท/วัน) อย่างไรก็ตามในธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น พบว่า ต้นทุนค่าแรงของแรงงานไร้ฝีมือมีสัดส่วนระหว่าง 15-20% ของต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานทั้งหมด) รายจังหวัด พบว่า มีอยู่ 25 จังหวัดที่ SMEs มีการจ้างงานมากกว่า 100,000 คน โดยมีจังหวัดที่สำคัญ ได้แก่
        
    1. กรุงเทพมหานคร ศูนย์รวมเศรษฐกิจของประเทศ มีการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 3.3 ล้านคน หากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะส่งผลให้ ธุรกิจ SMEs ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น 6.4%
    2. จังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น สมุทรปราการ (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%, ต้นทุนเพิ่ม 6.4%) /นครราชสีมา (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 64%, ต้นทุนเพิ่ม 10.4%)/ สมุทรสงคราม (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 74.4%, ต้นทุนเพิ่ม 12%)/ ขอนแก่น (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 80%, ต้นทุนเพิ่ม 13%) /อุบลราชธานี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 75.4%, ต้นทุนเพิ่ม 12.2%)/ อุดรธานี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 75.4%, ต้นทุนเพิ่ม 12.2%)/ชลบุรี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 53%, ต้นทุนเพิ่ม 8.6%)/ ร้อยเอ็ด (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 80.7%, ต้นทุนเพิ่ม 13%) และปทุมธานี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%, ต้นทุนเพิ่ม 6.4%)
    3. จังหวัดที่มีภาคบริการ (ท่องเที่ยวและการค้า) โดดเด่น เช่น ภูเก็ต (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 35.7%, ต้นทุนเพิ่ม 5.8%) /เชียงใหม่ (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 66.7%, ต้นทุนเพิ่ม 10.8%) และ ชลบุรี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 53%, ต้นทุนเพิ่ม 8.6%)
    4. จังหวัดที่มีเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการประมงมาก เช่น นครปฐม (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%, ต้นทุนเพิ่ม 6.4%)/ สมุทรสาคร (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%, ต้นทุนเพิ่ม 6.4%)/ นครศรีธรรมราช (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 72.4%, ต้นทุนเพิ่ม 11.7%)/ สุราษฎร์ธานี (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 74.4%, ต้นทุนเพิ่ม 12%) และ สงขลา (ค่าแรงเพิ่มขึ้น 70.5%, ต้นทุนเพิ่ม 11.4%)
  • รายสาขาธุรกิจ (สมมุติฐานว่าทุกสาขาธุรกิจจ่ายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเท่ากับ 215 บาท/วัน ดังนั้นเมื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%) ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น และต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ได้แก่
    1. ภาคการผลิต เช่น ผลิตเฟอร์นิเจอร์หวายจะมีต้นทุนเพิ่ม 10.2% /ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้มีต้นทุนเพิ่ม 5.8% /ผลิตพลอยเจียระไนยมีต้นทุนเพิ่ม 7.6% /ผลิตเครื่องนุ่งห่ม และผลิตเครื่องกระเป๋าหนังมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 7.3%/ การฟอกย้อมพิมพ์ลายผ้ามีต้นทุนเพิ่ม 5.5%
    2. ภาคการบริการ เช่น ธุรกิจโรงแรมมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 12%/ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 9.8% และธุรกิจการขนส่งทางบกมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 8%

2. ผลกระทบ

ผลด้านบวก

  1. ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่ม ทำให้มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยหรือกำลังซื้อเพิ่ม
  2. เกิดการปรับตัวในการใช้ knowledge & skilled-based มากขึ้น โดยภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการจ้างแรงงานที่มีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน
  3. ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน ทั้งในระดับไร้ฝีมือ และมีฝีมือ ขณะที่อัตราการว่างงานโดยรวม ณ เดือน พ.ค. 2554 อยู่ในระดับ 0.7-0.8% ทำให้มีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพิ่มค่าจ้างอยู่แล้ว

ผลด้านลบ

  1. ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมมีค่าใช้จ่ายของแรงงานเฉลี่ย 22.6% ภาคการค้าและบริการ 15.6% (ข้อมูลจากโครงการ SME I/O Table)
  2. ราคาสินค้าและบริการอาจสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการเพิ่ม

3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
มาตรการที่ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เช่น

    1. การปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในกลุ่มที่มีความพร้อมก่อน เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือขนาดกลาง , SMEs ที่จำเป็นต้องใช้แรงงานกึ่งฝีมือหรือมีประสบการณ์
    2. การจูงใจภาคธุรกิจในการปรับเพิ่มค่าแรง เช่น การลดภาษีรายได้นิติบุคคล (สำหรับ SMEs มักมีปัญหาไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษีหรืออยู่ในภาวะขาดทุน) , การหักคืนภาษี (tax credit)
    3. การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน อาจต้องจัดการอบรมแบบเฉพาะทางให้กับธุรกิจแต่ละสาขา (tailor-made) สำหรับลูกจ้างรายเดิม หรือการอบรมเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของแรงงานรายใหม่

 

ภาคผนวก

1. ตารางประมาณผลกระทบต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายแรงงาน: กรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน รายจังหวัด

จังหวัด

ค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบัน

  ค่าจ้างเพิ่ม %
(กรณี 300 บ/วัน)

ต้นทุนเพิ่ม %
(กรณี 300 บ/วัน)

ภูเก็ต

221

35.7%

5.8%

สมุทรปราการ

215

39.5%

6.4%

กรุงเทพฯ

215

39.5%

6.4%

นนทบุรี

215

39.5%

6.4%

นครปฐม

215

39.5%

6.4%

ปทุมธานี

215

39.5%

6.4%

สมุทรสาคร

215

39.5%

6.4%

ชลบุรี

196

53.1%

8.6%

สระบุรี

193

55.4%

9.0%

ฉะเชิงเทรา

193

55.4%

9.0%

พระนครศรีอยุธยา

190

57.9%

9.4%

ระยอง

189

58.7%

9.5%

พังงา

186

61.3%

9.9%

ระนอง

185

62.2%

10.1%

กระบี่

184

63.0%

10.2%

นครราชสีมา

183

63.9%

10.4%

ปราจีนบุรี

183

63.9%

10.4%

ลพบุรี

182

64.8%

10.5%

กาญจนบุรี

181

65.7%

10.7%

เชียงใหม่

180

66.7%

10.8%

ราชบุรี

180

66.7%

10.8%

เพชรบุรี

179

67.6%

11.0%

จันทบุรี

179

67.6%

11.0%

สิงห์บุรี

176

70.5%

11.4%

สงขลา

176

70.5%

11.4%

ตรัง

175

71.4%

11.6%

อ่างทอง

174

72.4%

11.7%

นครศรีธรรมราช

174

72.4%

11.7%

เลย

173

73.4%

11.9%

สระแก้ว

173

73.4%

11.9%

ชุมพร

173

73.4%

11.9%

พัทลุง

173

73.4%

11.9%

สตูล

173

73.4%

11.9%

ประจวบคีรีขันธ์

172

74.4%

12.1%

สมุทรสงคราม

172

74.4%

12.1%

ยะลา

172

74.4%

12.1%

สุราษฎร์ธานี

172

74.4%

12.1%

นราธิวาส

171

75.4%

12.2%

อุบลราชธานี

171

75.4%

12.2%

อุดรธานี

171

75.4%

12.2%

นครนายก

170

76.5%

12.4%

ปัตตานี

170

76.5%

12.4%

ตราด

169

77.5%

12.6%

ลำพูน

169

77.5%

12.6%

หนองคาย

169

77.5%

12.6%

อุทัยธานี

168

78.6%

12.7%

กำแพงเพชร

168

78.6%

12.7%

ชัยนาท

167

79.6%

12.9%

สุพรรณบุรี

167

79.6%

12.9%

กาฬสินธุ์

167

79.6%

12.9%

ขอนแก่น

167

79.6%

12.9%

นครสวรรค์

166

80.7%

13.1%

เพชรบูรณ์

166

80.7%

13.1%

เชียงราย

166

80.7%

13.1%

บุรีรัมย์

166

80.7%

13.1%

ร้อยเอ็ด

166

80.7%

13.1%

ยโสธร

166

80.7%

13.1%

สกลนคร

166

80.7%

13.1%

ชัยภูมิ

165

81.8%

13.3%

ลำปาง

165

81.8%

13.3%

หนองบัวลำภู

165

81.8%

13.3%

มุกดาหาร

165

81.8%

13.3%

สุโขทัย

165

81.8%

13.3%

นครพนม

164

82.9%

13.4%

อำนาจเจริญ

163

84.0%

13.6%

มหาสารคาม

163

84.0%

13.6%

พิษณุโลก

163

84.0%

13.6%

แม่ฮ่องสอน

163

84.0%

13.6%

อุตรดิสถ์

163

84.0%

13.6%

แพร่

163

84.0%

13.6%

พิจิตร

163

84.0%

13.6%

ตาก

162

85.2%

13.8%

สุรินทร์

162

85.2%

13.8%

น่าน

161

86.3%

14.0%

ศรีสะเกษ

160

87.5%

14.2%

พะเยา

159

88.7%

14.4%

หมายเหตุ: สมมุติฐานต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและเงินเดือนของ SMEs เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 16.2 ของต้นทุนปัจจัยการผลิตทั้งหมด

2. ตารางประมาณผลกระทบต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายแรงงาน: กรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน รายกลุ่มจังหวัด

กลุ่มจังหวัด

จังหวัด

จำนวน
การจ้างงาน

ค่าแรงขั้นต่ำ ปัจจุบัน

ต้นทุนเพิ่ม %
(กรณี 300 บ/วัน)

1.กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1

นนทบุรี*

237,519

215

39.5%

พระนครศรีอยุธยา*

182,801

190

57.9%

ปทุมธานี*

293,092

215

39.5%

สระบุรี*

102,265

193

55.4%

 

เฉลี่ย

 

203.25

47.6%

2.กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2

ลพบุรี

64,678

182

64.8%

สิงห์บุรี

24,050

176

70.5%

ชัยนาท

25,768

167

79.6%

อ่างทอง

28,114

174

72.4%

 

เฉลี่ย

 

174.75

71.7%

3.กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง

ฉะเชิงเทรา*

107,319

193

55.4%

สมุทรปราการ*

607,144

215

39.5%

นครนายก

23,563

170

76.5%

สระแก้ว

46,295

173

73.4%

ปราจีนบุรี

64,071

183

63.9%

 

เฉลี่ย

 

186.8

60.6%

4.กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1

ราชบุรี*

102,835

180

66.7%

สุพรรณบุรี

74,772

167

79.6%

นครปฐม*

213,163

215

39.5%

กาญจนบุรี

83,425

181

65.7%

 

เฉลี่ย

 

185.75

61.5%

5.กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2

เพชรบุรี

55,987

179

67.6%

ประจวบคีรีขันธ์

57,270

172

74.4%

สมุทรสงคราม

26,277

172

74.4%

สมุทรสาคร*

266,041

215

39.5%

 

เฉลี่ย

 

184.5

62.6%

6.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

ชุมพร

42,226

173

73.4%

นครศรีธรรมราช*

128,659

174

72.4%

พัทลุง

57,727

173

73.4%

สุราษฎร์ธานี*

144,194

172

74.4%

 

เฉลี่ย

 

173

73.4%

7.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

กระบี่

61,304

184

63.0%

ตรัง

84,695

175

71.4%

พังงา

32,351

186

61.3%

ภูเก็ต*

119,024

221

35.7%

ระนอง

21,553

185

62.2%

 

เฉลี่ย

 

190.2

57.7%

8.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน

นราธิวาส

48,095

171

75.4%

ปัตตานี

45,142

170

76.5%

ยะลา

36,640

172

74.4%

สงขลา*

190,411

176

70.5%

สตูล

25,554

173

73.4%

 

เฉลี่ย

 

172.4

74.0%

9.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก

ชลบุรี*

379,798

196

53.1%

ระยอง*

148,766

189

58.7%

จันทบุรี

63,984

179

67.6%

ตราด

22,735

169

77.5%

 

เฉลี่ย

 

183.25

63.7%

10.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1

อุดรธานี*

115,409

171

75.4%

หนองบัวลำภู

40,758

165

81.8%

หนองคาย

57,834

169

77.5%

เลย

38,599

173

73.4%

 

เฉลี่ย

 

169.5

77.0%

11.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2

สกลนคร

59,361

166

80.7%

นครพนม

47,989

164

82.9%

มุกดาหาร

32,423

165

81.8%

 

เฉลี่ย

 

165

81.8%

12.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง

กาฬสินธุ์

83,482

167

79.6%

ขอนแก่น*

190,001

167

79.6%

มหาสารคาม

97,477

163

84.0%

ร้อยเอ็ด*

116,527

166

80.7%

 

เฉลี่ย

 

166

81.0%

13.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1

ชัยภูมิ

72,268

165

81.8%

นครราชสีมา*

219,142

183

63.9%

บุรีรัมย์

96,772

166

80.7%

สุรินทร์*

100,281

162

85.2%

 

เฉลี่ย

 

169

77.5%

14.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2

ยโสธร

34,425

166

80.7%

ศรีษะเกษ*

100,272

160

87.5%

อำนาจเจริญ

31,929

163

84.0%

อุบลราชธานี*

132,910

171

75.4%

 

เฉลี่ย

 

165

81.8%

15.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

เชียงใหม่*

277,250

180

66.7%

ลำพูน

76,267

169

77.5%

ลำปาง

92,679

165

81.8%

แม่ฮ่องสอน

12,930

163

84.0%

 

เฉลี่ย

 

169.25

77.3%

16.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2

เชียงราย

99,293

166

80.7%

พะเยา

38,224

159

88.7%

แพร่

72,629

163

84.0%

น่าน

40,024

161

86.3%

 

เฉลี่ย

 

162.25

84.9%

17.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1

พิษณุโลก

73,174

163

84.0%

ตาก

43,907

162

85.2%

สุโขทัย

40,106

165

81.8%

อุตรดิตถ์

34,727

163

84.0%

เพชรบูรณ์

68,728

166

80.7%

 

เฉลี่ย

 

163.8

83.2%

18.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2

นครสวรรค์*

102,486

166

80.7%

อุทัยธานี

20,345

168

78.6%

กำแพงเพชร

50,342

168

78.6%

พิจิตร

37,089

163

84.0%

 

เฉลี่ย

 

166.25

80.5%

 

กรุงเทพมหานคร*

3,320,141

215

39.5%

หมายเหตุ: * หมายถึง จังหวัดที่มีการจ้างงานมากกว่า 100,000 คน และมีบทบาทเชิงเศรษฐกิจสูง

 

3. ตารางประมาณผลกระทบต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายแรงงาน: กรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน สาขาธุรกิจ

ธุรกิจ

ค่าแรงปัจจุบัน

ค่าแรงเพิ่ม

ค่าแรงเพิ่ม %

ต้นทุนเพิ่ม %

% ต้นทุนแรงงานเฉลี่ย

เฟอร์นิเจอร์หวาย*

215

300

36.36%

10.2%

28.0%

ผลิตพลอยเจียระไน*

215

300

36.36%

7.6%

21.0%

ผลิตเครื่องนุ่งห่ม*

215

300

36.36%

7.3%

20.0%

ผลิตกระเป๋าหนัง*

215

300

36.36%

7.3%

20.0%

เฟอร์นิเจอร์ไม้*

215

300

36.36%

5.8%

16.0%

ฟอกย้อม พิมพ์ลายผ้า*

215

300

36.36%

5.5%

15.0%

ผลิตภัณฑ์พลาสติก

215

300

36.36%

4.5%

12.5%

ผลิตเครื่องประดับเพชรพลอย

215

300

36.36%

4.4%

12.0%

ผลิตเพชรเจียระไน

215

300

36.36%

4.0%

11.0%

ผลิตเส้นด้ายสังเคราะห์

215

300

36.36%

3.5%

9.6%

ผลิตเส้นด้ายฝ้าย

215

300

36.36%

3.5%

9.5%

ผลิตผ้าผืน

215

300

36.36%

3.3%

9.0%

เฟอร์นิเจอร์โลหะ

215

300

36.36%

1.8%

5.0%

ผลิตเส้นใยฝ้าย

215

300

36.36%

1.7%

4.6%

ผลิตเส้นใยสังเคราะห์

215

300

36.36%

1.4%

3.8%

ธุรกิจโรงแรม**

215

300

36.36%

12.0%

33.0%

รับเหมาสร้างบ้าน**

215

300

36.36%

9.8%

27.0%

การขนส่งทางบก**

215

300

36.36%

8.0%

22.0%

หมายเหตุ: 1. สมมุติฐานว่าทุกสาขาธุรกิจจ่ายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเท่ากับ 215 บาท/วัน ดังนั้นเมื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น
                      300 บาท/วัน ส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5%
                  2. * หมายถึง สาขาธุรกิจในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบสูง
                  3. ** หมายถึง สาขาธุรกิจในภาคการบริการที่ได้รับผลกระทบสูง

 

ที่มา : สำนักข้อมูลและวิจัย สสว.


สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
เลขที่ 21 อาคารทีเอสที ชั้น G,17,18,23 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 1301 แฟกซ์ 0-2273-8850
http://www.sme.go.th อีเมล์ info@sme.go.th
Thailand Web Stat
Skip to main content
Go Search