www.sme.go.th
 
ค้นหา
 

                                เริ่มต้นธุรกิจด้วยแฟรนไชส์  

 

               ธุรกิจแฟรน์ไชส์  ( Franchise ) คือ ธุรกิจที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซอร์ (  ผู้ให้สิทธิในการประกอบธุรกิจ )  ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซี ( ผู้รับสิทธิในการประกอบธุรกิจ )   ประกอบธุรกิจโดยใช้รูปแบบ  ระบบ  ขั้นตอน  และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตนหรือที่ตนมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นใช้เพื่อประกอบธุรกิจภายในระยะเวลาหรือเขตพื้นที่ที่กำหนด  และการประกอบธุรกิจนั้นอยู่ภายใต้การส่งเสริม  และควบคุมตามแผนการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์ซอร์  และแฟรนไชส์ซีมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ แฟรนไชส์ซอร์  

               ธุรกิจแฟรน์ไชส์   จึงเป็นธุรกิจที่เจ้าของสิทธิให้สิทธิผู้อื่นในการประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือบริการได้  ภายใต้สิทธิประโยชน์ในการใช้ชื่อการค้า  ตราสินค้า  เทคนิคในการผลิตสินค้าหรือการให้บริการและวิธีการในการดำเนินธุรกิจของตน

              ประเภทของแฟรน์ไชส์  แบ่งได้เป็น 3  ประเภท  คือ

              1.  Product  and Brand  Franching  คือ  การที่ผู้ผลิตสินค้าให้สิทธิบุคคลอื่นในการขายสินค้าที่ตนเองผลิตขึ้น   รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิต  เช่น  ธุรกิจขายรถยนต์ (ดีลเลอร์ )  ธุรกิจขายน้ำมัน  ธุรกิจขายน้ำอัดลม

             2.  Business  Format  Franching  คือ   การให้สิทธิบุคคลอื่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อขายสินค้าหรือบริการ  โดยใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของสิทธิ  และใช้ระบบการดำเนินธุรกิจที่เจ้าของสิทธิพิสูจน์แล้ว  ส่วนมากจะใช้กับธุรกิจฟาสต์ฟู้ด

            3.  Conversion Franchsing  เป็นลักษณะที่พัฒนามาจากแฟรน์ไชส์ประเภท                                      

Business  Format  โดยออกแบบระบบเพื่อเปลี่ยนร้านค้าที่เป็นอิสระให้หันเข้ามาร่วมในระบบแฟรนไชส์  เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการใช้ชื่อทางการค้าและการทำโฆษณาร่วมกันในระดับประเทศ  โดยใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกัน   เช่น  ธุรกิจโรงแรม

             ลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจแฟรนไชส์   แบ่งเป็น  3  ลักษณะ  ประกอบด้วย

             1.  การซื้อสิทธิในด้านเทคนิค  หรือ  Know  How  คือ  เจ้าของสิทธิ             ให้ความรู้หรือเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจแก่ ผู้ซื้อสิทธิโดยมิได้  มีการร่วมลงทุนหรือมีทรัพย์สินร่วมกัน

            2.  การจัดตั้งสาขา     เป็นการดำเนินงานที่เจ้าของสิทธิเข้ามาดำเนินการดูแลและจัดการบริหารงานในสาขานั้นๆเอง  เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า กิจการที่เปิดดำเนินการมีมาตรฐานเดียวกัน

           3. การร่วมลงทุน     เป็นการดำเนินงานร่วมกันโดยที่เจ้าของสิทธิ และผู้ได้รับสิทธิตกลงร่วมกันตั้งบริษัทใหม่   โดยเจ้าของสิทธิเดิมจะได้รับส่วนแบ่งผลกำไรหรือมีส่วนร่วมลงทุนโดยมีหุ้นในกิจการจำนวนหนึ่ง

            สาเหตุที่ทำให้การทำธุรกิจแบบแฟรนไชส์  ได้รับความนิยม  เนื่องจากมีผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย  คือ  

         ผลประโยชน์ของเจ้าของสิทธิ

1.   สามารถขยายกิจการโดยไม่ต้องเพิ่มการลงทุนเอง

2.   ชุมชนยอมรับสินค้า เมื่อผู้รับสิทธิได้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นนั้นๆ

3.   ประหยัดต้นทุนทางการตลาดและการขนส่ง เพราะผู้ได้รับสิทธิร่วมรับผิดชอบ

4.   ต้นทุนในการดำเนินการผู้รับสิทธิอาจเป็นผู้รับผิดชอบ

5.   มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากผู้ขอรับสิทธิ ซึ่งทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

6.   กำไรที่ได้จากการส่งสินค้าหรือวัสดุ

7.   สามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้จากข้อตกลงกับผู้ขอรับสิทธิ

8.   ได้รับรายได้จากกำไรตามยอดขายที่ผู้รับสิทธิทำได้

          ผลประโยชน์ของผู้รับสิทธิ

1.   ได้รับคำแนะนำด้านการบริหารจัดการ  การฝึกอบรม  และช่วยในเรื่องการตัดสินใจที่เหมาะสม

2.   ความเสี่ยงต่างๆจะน้อยลง  เนื่องจากธุรกิจได้รับสิทธิจากธุรกิจที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว  และประสบความสำเร็จมาแล้ว

3.   ได้รับความช่วยเหลือในด้านการส่งเสริมการขายและการโฆษณา

4.   เป็นสมาชิกภายใต้ระบบการค้าปลีกขนาดใหญ่

5.   ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน  ในการจัดซื้อสินค้าด้วยการคิดผลตอบแทนต่ำ

6.   ได้รับเครดิตในการสต๊อกสินค้า

7.   เป็นสินค้า หรือ กิจการที่ผู้บริโภคยอมรับ

 

 ข้อดีของธุรกิจแฟรนไชส์

1.   ชื่อตรา  ยี่ห้อ และชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาก่อน

2.   ได้รับความช่วยเหลือในด้านความรู้ต่างๆ  เช่น การวางแผน  วิธีการปฏิบัติงาน   การตลาด  การจัดซื้อ  เป็นต้น

3.   การควบคุมคุณภาพเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการที่มีมาตรฐาน ( มีคู่มือการปฏิบัติงาน )

4.   สัญญาต่างๆมีอยู่แล้วทำให้ได้รับความสะดวก

5.   ความช่วยเหลือทางการเงิน ( ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ) และคำแนะนำในการกู้เงิน

6.   โปรแกรมการส่งเสริมการขายและการโฆษณาที่เจ้าของสิทธิดำเนินการ

7.   ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการเริ่มต้นธุรกิจ 

8.   มีโอกาสที่จะได้รับรายได้สูง

9.   ผลตอบแทนสูงกว่าการดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง

 ข้อเสีย

1.   ไม่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ  เช่น  วัตถุดิบ  การจัดซื้อ  ซึ่งบางครั้งทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้กับคู่แข่ง

2.   การต้องซื้อสินค้าจากผู้ให้สิทธิแม้ว่าการซื้อจากแหล่งอื่นๆจะได้ราคาที่ถูกกว่า

3.   กำไรต้องถูกแบ่งให้กับผู้ให้สิทธิเป็นเปอร์เซนต์หรือในอัตราคงที่ตามที่ตกลง

4.   ต้องจ่ายค่าสิทธิการค้า   เงินมัดจำ  ค่าอุปกรณ์  ค่าตกแต่ง  ค่าเครื่องหมายการค้า  ที่ค่อยๆสูงขึ้น

5.   ผู้ให้สิทธิอาจขาดการติดตามในเรื่องการฝึกอบรม

6.   ข้อจำกัดในสายผลิตภัณฑ์ คือ ผู้รับสิทธิไม่สามารถนำสินค้า หรือ บริการชนิดอื่นมาจำหน่าย  ยกเว้นจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้สิทธิ

7.   บางเงื่อนไขในการขอรับสิทธิหรือซื้อสิทธิ อาจจะไม่ยุติธรรมต่อผู้รับสิทธิ

            ลักษณะของธุรกิจแฟรนไชส์ดังกล่าวข้างต้น   จึงเป็นโอกาสหรือช่องทางหนึ่งของผู้ที่คิดจะประกอบธุรกิจ   แต่ยังขาดประสบการณ์  จะได้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจที่ดีเพราะเป็นเหมือนสูตรสำเร็จ  ที่มีผู้ให้คำปรึกษาแนะนำดีกว่าจะดำเนินธุรกิจตามลำพัง  

 

 

โดยก่อนการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์  เพื่อขอรับสิทธิหรือซื้อสิทธิในธุรกิจใดๆ  ควรศึกษาวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ ดังนี้

          

      ประเมินเกี่ยวกับธุรกิจ

         1. ควรศึกษาภูมิหลังของธุรกิจแฟรนไชส์นั้นว่า มีความน่าเชื่อถือ มีการจัดองค์กรที่ดี และมีสถานะทางการเงินที่น่าไว้วางใจ  เช่น  เป็นบริษัทที่มั่นคงหรือไม่  ดำเนินการมาแล้วนานเท่าไร  ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการ  เป็นกิจการที่มีกำไรแล้วหรือเริ่มมีกำไร 

2.      ควรศึกษาเงื่อนไขของสัญญาทั้งหมดก่อน โดยศึกษาเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ

3.      ควรศึกษาขั้นตอนของการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกิจนี้ให้เข้าใจก่อน

4.      ควรพิจารณาในพื้นที่นั้นเราได้รับสิทธิเพียงรายเดียว หรือผู้ให้สิทธิสามารถขายสิทธิให้กับรายอื่นๆได้อีก 

5.      ตรวจสอบก่อนว่า หากมีปัญหาสามารถบอกเลิกการขอรับสิทธิได้หรือไม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้างหรือไม่

6.      หากเราต้องการขายธุรกิจ  เราจะได้รับค่าตอบแทนในเรื่องค่าแห่งกู๊ดวิลล์หรือไม่ ( คุณค่าที่เกิดขึ้นภายในกิจการ ) หรือ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดเมื่อเราขายกิจการ

   ประเมินด้านผู้ให้สิทธิ

1.   ผู้ให้สิทธิให้เราดำเนินการรับสิทธิได้ในระยะเวลาเท่าใด

2.   มีข้อมูลผลการดำเนินงานของรายอื่นที่ได้รับสิทธิไปก่อนเราหรือไม่

3.   มีการช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือไม่  เช่น  การฝึกอบรมด้านการจัดการธุรกิจ ฝึกอบรมพนักงาน  การให้เครดิต

4.   มีการช่วยหาทำเลที่ตั้งสำหรับธุรกิจเราหรือไม่

5.   มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับแผนการช่วยเหลือและการขยายธุรกิจที่แน่นอนหรือไม่

6.   ผู้ให้สิทธิเป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียวหรือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ทางการบริหาร  และมีความน่าเชื่อถือ หรือไม่  เพียงใด

7.   ผู้ให้สิทธิสามารถช่วยในสิ่งที่เราทำไม่ได้หรือไม่

8.   ผู้ให้สิทธิมีการลงทุนอย่างระมัดระวังที่ทำให้แน่ใจได้ว่าจะประสบความสำเร็จ  ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจแฟรนไชส์สำเร็จและได้รับกำไรร่วมกัน

9.   การให้สิทธิในการขายสินค้าหรือบริการต่างๆ มีการดำเนินการตามกฏหมายอย่างถูกต้องหรือไม่

ประเมินด้านการเป็นผู้ขอรับสิทธิหรือซื้อสิทธิ

1.   ต้องใช้ทุนในการดำเนินงานเท่าไร  จนสามารถมีรายได้เท่ากับรายจ่ายและมีโอกาสได้กำไรในระยะเวลาไม่นานนัก  อีกทั้งจะหาเงินทุนนั้นได้จากที่ใด

2.   เรามีความเชื่อมั่นในความสามารถที่เรามีอยู่มากน้อยเพียงใด  การฝึกอบรมที่จะได้รับและประสบการณ์จะทำให้เราสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและมีกำไร  หรือไม่

3.   เรามีเป้าหมายในการทำธุรกิจหรือไม่  มีความพร้อมที่จะใช้เวลาที่มีอยู่ใช้ชีวิตเป็นนักธุรกิจกับผู้ให้สิทธิ และมีความพร้อมในการเสนอขายสินค้าและบริการสู่ชุมชน  หรือไม่ เพียงใด  เพราะการทำธุรกิจต้องมีการบริหารคน  บริหารความคิด  และต้องมีการพิจารณารายละเอียดต่างๆของธุรกิจ ซึ่งรวมทั้งต้องมีการวางแผนการทำธุรกิจอีกด้วย

4.   ทำเลที่ตั้งของธุรกิจ  ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ  เช่น ธุรกิจค้าปลีก  ค้าส่ง  ธุรกิจบริการ และธุรกิจการผลิต  ทำเลจะมีความแตกต่างกัน  อันจะส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจนั้นๆ

การประเมินด้านตลาด

1.   พื้นที่บริเวณนั้นประชากรจะเพิ่มขึ้น  คงที่ หรือ ลดลง หรือไม่  ภายใน 5 ปีข้างหน้า

2.   ธุรกิจที่เราเลือกจะมีความต้องการมากขึ้น เหมือนเดิม หรือ ลดลง ภายใน 5 ปี ข้างหน้า

3.   ธุรกิจของเรามีความพร้อมที่จะแข่งขันในพื้นที่นั้น หรือไม่

 

                                                                 นิมิตร วงศ์จันทร์   

 

เอกสารอ้างอิง

คำบรรยายการบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดย่อม

คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  2548


สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
เลขที่ 21 อาคารทีเอสที ชั้น G,17,18,23 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 1301 แฟกซ์ 0-2273-8850
http://www.sme.go.th อีเมล์ info@sme.go.th
Thailand Web Stat
Skip to main content
Go Search